เมื่อจะกล่าวถึงเรื่องของการเทรดหรือการลงทุนต่างๆ แล้วนั้น หนึ่งในประเภทการลงทุนที่ได้รับความนิยมไม่แพ้หุ้นกับกองทุน นั้นก็คือ “Forex” นั้นเองครับ โดยบทความนี้จะขอพาท่านผู้อ่านที่กำลังมองหาความรู้พื้นฐานไปพบกับการ “ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Forex คืออะไร” กันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้าง เราดูพร้อมๆ กันเลยครับ
Forex คืออะไร ?
Forex (Foreign Exchange) หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ คือตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีการซื้อขายเงินตราสกุลต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หลักการทำงานของ Forex
●การซื้อขายเป็นคู่: การซื้อขาย Forex จะทำในรูปแบบคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ) หรือ USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ/เยนญี่ปุ่น)
●การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน: นักลงทุนจะเก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยการซื้อสกุลเงินที่คาดว่าจะแข็งค่า และขายสกุลเงินที่คาดว่าจะอ่อนค่า
●Leverage: ตลาด Forex มีการใช้ Leverage ซึ่งเป็นการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเพิ่มอำนาจในการซื้อขาย ซึ่งสามารถเพิ่มผลกำไรได้ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วยเช่นกัน
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน
- ปัจจัยทางเศรษฐกิจ: เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ปัจจัยทางการเมือง: เช่น สถานการณ์ทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- ปัจจัยทางเทคนิค: เช่น ข้อมูลทางสถิติ กราฟราคา
ความเสี่ยงในการเทรด Forex
- ความผันผวนของตลาด: ตลาด Forex มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนอย่างรวดเร็ว
- Leverage: การใช้ Leverage สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้
- ความเสี่ยงจากโบรกเกอร์: การเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่น่าเชื่อถืออาจทำให้เกิดปัญหาในการถอนเงินสกุลเงินต่างๆ ที่นิยมในการเทรด Forex
นอกจากจะทราบกันแล้ว Forex คืออะไร เรามาดูกันสิว่า สกุลเงินประเทศใดเหมาะสำหรับการเทรดบ้าง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น กุลเงินหลัก (Major Currencies) และ สกุลเงินรอง (Minor & Exotic Currencies)
เป็นสกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด และมีสภาพคล่องสูง มักจับคู่กับ USD ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของตลาดโลก
| สัญลักษณ์ (Symbol) | ชื่อสกุลเงิน | ประเทศ | ชื่อเรียกในตลาด |
| USD | ดอลลาร์สหรัฐ | สหรัฐอเมริกา | Greenback |
| EUR | ยูโร | ยูโรโซน | Fiber |
| JPY | เยน | ญี่ปุ่น | Yen |
| GBP | ปอนด์สเตอร์ลิง | สหราชอาณาจักร | Cable |
| AUD | ดอลลาร์ออสเตรเลีย | ออสเตรเลีย | Aussie |
| CAD | ดอลลาร์แคนาดา | แคนาดา | Loonie |
| CHF | ฟรังก์สวิส | สวิตเซอร์แลนด์ | Swissy |
| NZD | ดอลลาร์นิวซีแลนด์ | นิวซีแลนด์ | Kiwi |
สกุลเงินรอง (Minor & Exotic Currencies)
เป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายน้อยกว่า มีสเปรดกว้าง และสภาพคล่องต่ำกว่าสกุลเงินหลัก
| สัญลักษณ์ (Symbol) | ชื่อสกุลเงิน | ประเทศ |
| SGD | ดอลลาร์สิงคโปร์ | สิงคโปร์ |
| HKD | ดอลลาร์ฮ่องกง | ฮ่องกง |
| SEK | โครนาสวีเดน | สวีเดน |
| NOK | โครนา นอร์เวย์ | นอร์เวย์ |
| DKK | โครน เดนมาร์ก | เดนมาร์ก |
| MXN | เปโซเม็กซิโก | เม็กซิโก |
| ZAR | แรนด์แอฟริกาใต้ | แอฟริกาใต้ |
| TRY | ลีราตุรกี | ตุรกี |
| THB | บาทไทย | ไทย |
สภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลต่อการเทรด Forex อย่างไรบ้าง?
สภาพคล่องทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex โดยมีผลกระทบต่อการซื้อขายในหลายด้าน ดังนี้:
ผลกระทบของสภาพคล่องต่อการเทรด Forex:
Spread:
- สภาพคล่องสูง: Spread (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย) จะแคบลง ทำให้ต้นทุนในการเทรดลดลง นักเทรดสามารถเข้าและออกจากตลาดได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
- สภาพคล่องต่ำ: Spread จะกว้างขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเทรดสูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิด Slippage (ความแตกต่างระหว่างราคาที่ตั้งไว้กับราคาที่ได้รับการดำเนินการจริง)
ความผันผวน:
- สภาพคล่องสูง: ตลาดจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง
- สภาพคล่องต่ำ: ตลาดจะมีความผันผวนสูงขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก
การเข้าและออกจากตลาด:
- สภาพคล่องสูง: นักเทรดสามารถเข้าและออกจากตลาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่มีปัญหาในการหาคู่สัญญา
- สภาพคล่องต่ำ: การเข้าและออกจากตลาดอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องการทำธุรกรรมในปริมาณมาก
Slippage:
- สภาพคล่องสูง: โอกาสเกิด Slippage มีน้อย
- สภาพคล่องต่ำ: มีโอกาสเกิด Slippage สูงขึ้น ทำให้ได้ราคาที่ไม่ตรงกับที่ต้องการ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Forex คืออะไร” พร้อมพาไปรู้จักสกุลเงินต่างๆ และความสัมพันธ์เกี่ยวกับสภาพคล่องของสกุลเงิน ที่จะข้อมูลเห็นได้ว่ามีส่วนสำคัญในการเทรด Forex ด้วยเช่นกัน หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่ประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
